ในรายงานนี้ผู้เขียนจะพูดถึงการแสดง 2 งานที่ได้เข้าร่วมในปี 2025 ซึ่งมีความเชื่อมโยงในเรื่องของดนตรีอิเล็กโตรอะคูสติกในอินโดนีเซียและ Musik Kontemporer โดยมี 2 การแสดงได้แก่
BEAST FEaST 2025 (1-3 พ.ค. 2568, University of Birmingham, UK)
BEASTs of Wonderland (23 ส.ค. 2568, สถาบันดนตรีกัลยาฯ)
ซึ่งทั้ง 2 งานผู้เขียนได้มีโอกาสไปเข้าร่วมแสดงผลงานในฐานะนักประพันธ์ดนตรีอิเล็กโตรอะคูสติกและได้รับชมงานประพันธ์ร่วม “PANJAGO” ของ Scott Wilson, Rani Jambak และ M Hario Efenur ซึ่งเป็นจุดสนใจหลักของรายงานฉบับนี้ โดยที่ชิ้นงานนี้มีการรวมศิลปะการต่อสู้ Minangkabau Silek จากทางตะวันตกของสุมาตรา โดยพึ่งเสียงของร่างกายเข้ากับ เทคโนโลยี Motion Capture และดนตรี Gamelan แบบสังเคราะห์ในบริบทของ Real-Time Computer Music ที่จัดว่าเป็น Live-Coding และ Live Electronics
นอกเหนือจาก “PANJAGO” แล้ว ผู้เขียนจะพูดถึงงานของ Otto Sidharta ในเชิงมนุษวิทยา ซึ่ง Sidharta นั้นเป็นจุดสนใจหลักของ BEAST FEaST 2025 ในฐานะหนึ่งในบุคคลที่สำคัญที่สุดในวงการ Musik Kontemporer และเป็นการแสดงงานของท่านครั้งแรกในเกาะอังกฤษ
รูปที่ 1 PANJAGO (จากซ้ายไปขวา: Rani Jambak, M Hario Efenur, Scott Wilson)
ในฐานะนักประพันธ์ดนตรีอิเล็กโตรอะคูสติก ผู้เขียนมักนิยามตัวเองแบบล้อเล่นกับเพื่อนนักประพันธ์ว่าผู้เขียนนั้นได้ถูกครอบงำโดยอารยธรรมตะวันตกไปโดยสมบูรณ์แล้ว ซึ่งผู้เขียนมักมองว่าไม่เกินจริง จึงทำให้ผู้เขียนได้ออกตามหาดนตรีอิเล็กโตรอคูสติกในบริบทที่มีการนำวัฒนธรรมท้องถิ่นของผู้ประพันธ์ท่านอื่นมารวมในบทประพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นเสียง กลอน ภาษา ดนตรี หรือจังหวะซึ่งเป็นตัวบ่งบอกของวัฒนธรรมนั้นๆ ซึ่งในบริบทของชิ้นงานและการแสดงที่จะเขียนในบทความนี้นั้นเป็นการบูรณาการศาสตร์หลายแขนงเข้าด้วยกัน ซึ่งหนึ่งในศาสตร์ที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของดนตรีอิเล็กโทรอะคูสติกในอินโดนีเซียมากที่สุดคือมนุษยศาสตร์ในชิ้นงานต่างๆ
อินโดนีเซียตกเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ตั้งแต่ช่วงต้นของศตวรรษที่ 17 จนได้รับเอกราชในปี 1949 หลังสงครามประกาศอิสรภาพอินโดนีเซีย ซึ่งในระหว่างนั้นมีการเผยแพร่ดนตรีตะวันตกจากอาณานิคม ดัทช์และมิชชันนารีคริสเตียน หนึ่งในนักประพันธ์ชาวอินโดนีเซียคนแรกๆที่ได้ไปศึกษาดนตรีคลาสสิกในต่างประเทศคือ Amir Pasaribu ผลงานของ Pasaribu นั้นมีการรวมเสียงและขั้นเสียงของดนตรี Gamelan เข้าไป ซึ่งนับว่าเป็นก้าวแรกๆสู่กระบวนการของการ “De-colonize” จากอาณานิคมดัทช์กว่า 350 ปี
เมื่อครั้นที่โลกได้รับรู้ถึงดนตรีร่วมสมัยในศตวรรษที่ 20 นั้น การแพร่ขยายของการมีอยู่ของดนตรีร่วมสมัยก็ได้แพร่กระจายมาถึงเอเชียโดยเร็ว นักประพันธ์ที่ถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกดนตรีร่วมสมัยในอินโดนีเซีย (Musik Kontemporer) คือ Slamet Abdul Sjukur (SAS) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ Olivier Messiaen และ Henri Dutilleux ชิ้นงานของ Sjukur ได้บุกเบิกการใช้เสียงในบทประพันธ์ในรูปแบบของ minimalism ที่ Sjukur ได้นิยามว่า MINIMAX ซึ่งเป็นการกำเนิดผลลัพท์ให้มากที่สุดจากวัตถุดิบเสียงที่มีอันเล็กน้อย Sjukur นั้นมีความคิดที่ก้าวหน้าและแปลกใหม่เกินบุคคลในชาติในยุคนั้นไปมาก จนต้องพ้นจากตำแหน่งอาจารย์ประจำที่ Institut Kesenian Jakarta (IKJ) และกลับมาอยู่สุราบายา
หนึ่งในลูกศิษย์ของ Sjukur ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในปัจจุบันคงไม่พ้น Otto Sidharta (รูปที่ 2) ผู้เป็นบิดาแห่งดนตรีอิเล็กโทรอะคูสติกแบบคีตทัศน์ (Soundscape) ในอินโดนีเซีย โดยผู้เขียนได้มีโอกาสเจอ Sidharta ที่งาน BEAST FEaST 2025 ในโอกาสที่ไปแสดงผลงานประพันธ์ “sky@kys: ls -a” ซึ่งสำรวจดนตรี live-coding ในกรุงเทพฯ
รูปที่ 2 Otto Sidharta และผู้เขียน ณ สนามบินเบอร์มิงแฮม
Sidharta ศึกษาการประพันธ์ดนตรีกับ Sjukur ที่ IKJ ในระดับปริญญาตรีและศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ Sweelinck Conservatorium ณ กรุงอัมสเตอร์ดัมกับศ.ดร. Ton de Leeuw ก่อนที่จะกลับมาศึกษาในระดับปริญญาเอกที่ Institute Seni Indonesia Surakarta ซึ่งทุกครั้งที่ Sidharta พูดถึงการศึกษาต่อในยุโรปนั้น มักจะเรียกประเทศเนเธอร์แลนด์ว่า ฮอลแลนด์ เป็นการบ่งบอกถึงการเติบโตมาในสังคมหลังอาณานิคม (Sidharta เกิดเมื่อปี ค.ศ 1955)
ชิ้นงานของ Sidharta นั้นเน้นไปที่การแปรรูปเสียงธรรมชาติในเกาะต่างๆของอินโดนีเซียและรวมเข้ากับเสียงสังเคราะห์กับเทคนิคต่างๆในการแต่งเพลงด้วยเทปแม่เหล็ก (Magnetic Tape) และยังคงใช้เทคนิคเหล่านี้ในยุคที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลแล้ว ซึ่งบ่งบอกลักษณะของการศึกษาดนตรีไฟฟ้าในยุโรปอย่างแท้จริง หนึ่งในลักษณะพิเศษของการทำงานกับเสียงของ Sidharta คือการใช้ความเงียบเพื่อจัดวางเสียง โดยนำมาใช้กับการอัดเสียงธรรมชาติ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Sjukur ตามแนวคิด MINIMAX เช่นเดียวกัน
หนึ่งในชิ้นงานของ Sidharta ที่สำรวจอารยธรรมอาณานิคมของ อินโดนีเซียอย่างลึกซึ้งคือ “Wind of Trade” ซึ่งเป็นชิ้นงาน Soundscape ที่นำเสียงจากตลาด ธรรมชาติ เสียงเด็กเล่น และคาบสมุทรมาจัดวางเพื่อเล่าถึงอินโดนีเซียภายใต้อาณานิคมของฮอลแลนด์และบริบทของบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ในการทำให้อาณานิคมรุ่งเรือง
ชิ้นงานที่ Sidharta นำมาแสดงที่ BEAST FEaST 2025 คือ Kajang และ Munaba ซึ่งเป็นชิ้นงานที่ Sidharta สำรวจเสียงและธรรมชาติของชนเผ่าและกลุ่มเปราะบางในสุลาเวสีและปาปัวตะวันตก ตามลำดับ ซึ่งแสดงถึงความพยายามในการ “De-colonize” ในขณะที่ยังแสดงออกผ่านสื่อกลางที่ถือว่าเป็นของชาติตะวันตก
สามารถรับฟัง Kajang ได้ในรูปแบบอัลบั้ม (Sub Rosa Records) พร้อมชิ้นงานอีก 3 ชิ้นได้ผ่านทาง Streaming Service ทุกช่องทาง
อีกหนึ่งชิ้นงานที่ผู้เขียนจะเขียนถึงในรายงานฉบับนี้คือ PANJAGO ของ Scott Wilson ประพันธ์ร่วมกับ Rani Jambak และ M Hario Efenur ซึ่งถูก commission สำหรับงาน BEAST FEaST 2025 โดย British Council และได้นำมาแสดงอีกครั้งในงาน BEASTs of Wonderland ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน PGVIS 2025
ผู้เขียนได้มีโอกาสแสดงผลงาน “khûu / คู่” ในงาน BEASTs of Wonderland ร่วมกับ PANJAGO และชิ้นงานของอาจารย์จาก BEAST โดย “khûu / คู่”เป็นชิ้นงานอิเล็กโทรอะคูสติกที่สำรวจเสียงของเครื่องดนตรี No-Input Mixing Board (ซึ่งก็อาจถือได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีจากเอเชีย เนื่องจากมีผู้บุกเบิกเป็นคนญี่ปุ่น Toshimaru Nakamura) ผ่านการแสดงแบบ Sound Diffusion (รูปที่ 3; ถูกอาณานิคมครอบงำแบบสมบูรณ์ เพราะถูกคิดค้นในฝรั่งเศส) บนระบบเสียง Woodbox ณ สถาบันดนตรีกัลยาฯ
รูปที่ 3 BEASTs of Wonderland (ร่วมกับนักประพันธ์จากสถาบันดนตรีกัลยาฯ และ BEAST และ Scott Wilson กับ JD Caillouet)
การแสดง PANJAGO นั้นถือได้ว่าเป็นมื้อที่ตัดรสชาติอันขมขื่นจากชิ้นงานประพันธ์อิเล็กโทรอะคูสติกที่ถูกแสดงด้วยศาสตร์แห่ง Sound Diffusion บนลำโพงมากกว่า 130 ตัวตลอด 3 วันใน BEAST FEaST โดยยังคงความเป็นดนตรีอิเล็กโทรอะคูสติกในส่วนของเสียงที่เล่นบนลำโพง แต่มีการเพิ่มรสชาติของวัฒนธรรมเข้าไปทั้งทางเสียงและภาพ
Scott Wilson เป็นนักประพันธ์และนักวิชาการที่มีหนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่สุดของ Computer Music ในช่วงศตวรรษที่ 21 ที่รวมแนวคิดของการด้นสด (Improvisation) มารวมกับดนตรีวิทยาและ Computer Music ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการศึกษาการประพันธ์ดนตรีในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย Wesleyan University ซึ่งเป็นสถาบันที่มีการริเริ่มการนิยามคำว่า “World Music” ขึ้นมาเป็นแห่งแรก พร้อมด้วยอาจารย์ที่อยู่แนวหน้าของดนตรี Western Art Music ในศตวรรษที่ 20 อย่าง John Cage, Alvin Lucier และ Anthony Braxton
ผู้เขียนได้พบกับ Wilson เป็นครั้งคราวตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากทำงานให้วงดนตรี Tacet(i) Ensemble และเป็นนักประพันธ์ดนตรีอิเล็กโทรอะคูสติก ซึ่ง Wilson ได้ชักชวนให้ผู้เขียนส่งผลงานมาใน Open Call เพื่อที่จะนำไปจัดแสดงในงาน BEAST FEaST 2025 ที่ผ่านมา ทำให้ผู้เขียนนั้นได้มีโอกาสไปแสดงผลงานของตนเอง (ในฐานะศิลปินในงานที่อายุน้ิอยที่สุด) และได้รับฟังดนตรีอิเล็กโทรอะคูสติกแบบเต็มสูบตลอด 3 วัน โดยมีอีกหลายชิ้นงานที่มีผสมผสานความเป็น World Music อยู่ (Hutan Plastik ของ Patrick Hartono, Bor(N)eo ของ Hery Kristian Buana Tanjung, Life Cycle of Rice ของ Heu Hsu, Mashine ของ Esther Kiburi และผลงานอื่นๆอีกมากมาย)
ระหว่างช่วงจัดเตรียมงานนั้น ทางสื่อ Social media ของ BEAST ได้มีการลงรูปภาพและวิดีโอพร้อมคลิปเสียงเกี่ยวกับชิ้นงาน PANJAGO กับผลงานของ Sidharta เรื่อยๆ ทำให้ผู้เขียนเกิดความสนใจเกี่ยวกับดนตรีอิเล็กโทรอะคูสติกในอินโดนีเซียขึ้นมา จึงได้มีการหาความรู้ล่วงหน้าเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการแสดงดนตรีอิเล็กโทรอะคูสติกในยุโรป ที่มักจะนำผลงานที่มีจากศิลปินที่ไม่ได้ยึดติดกับความ Eurocentriccism มาจัดแสดง เพื่อทำให้เกิดความหลากหลายในโปรแกรมการแสดง
PANJAGO นั้นจัดแสดงในห้อง Dome บนชั้นที่ 3 ของตึก Bramall Music Building ในมหาวิทยาลัย University of Birmingham ซึ่งเป็นที่อยู่ของระบบลำโพง BEASTdome ซึ่งมีระบบลำโพงสำหรับการวิจัยและประพันธ์ดนตรีอิเล็กโทรอะคูสติกเป็นจำนวนกว่า 32 ตัว โดยการแสดงนี้ใช้ลำโพงครบทุกตัวทั้งระบบ และมีการใช้เทคโนโลยี Motion Capture ผ่านเครื่อง XBOX Kinect เพื่อนำชุดข้อมูลจากการเคลื่อนไหวของผู้แสดงมาประมวลผลเป็นข้อมูลบังคับการสังเคราะห์เสียง นอกเหนือจากนั้นยังมีการสังเคราะห์เสียงของเครื่องดนตรี Gamelan ผ่านเทคนิค สังเคราะห์เสียงแบบจำลองระบบกายภาพ (Physical Modelling) ในโปรแกรม SuperCollider ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับการประพันธ์และแสดงดนตรี Computer Music โดยมี Wilson เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาและดูแลหลักในปัจจุบัน
บทประพันธ์เริ่มด้วยเสียงธรรมชาติในป่าและ Efenur เดินเข้ามากลางฉาก (พรมโฟม) พร้อมทำ/รำท่าทางที่บ่งบอกถึงการบูชาและเคารพธรรมชาติรอบตัว Efenur ซึ่งเป็นการแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างร่างกายและธรรมชาติในศิลปะการต่อสู้แบบ Minangkabau Silek ก่อนที่จะเริ่มร่ายรำกระบวนท่าที่ผสมผสานเสียงของการตบกางเกง Galembong ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะการแสดง Minangkabau Randai โดยในส่วนนี้ Wilson ได้มีการใช้เทคนิคการขยายเสียง (Amplification) เพื่อเน้นย้ำเสียงของร่างกายของ Efenur ตลอดการแสดง ซึ่งเสียงของเครื่องดนตรี Gamelan จำลองนั้นจะมีการเล่นและเปลี่ยนเสียงทั้งโน้ต จังหวะ ที่อยู่ของเสียง และโทนเสียงตามการเคลื่อนไหวของ Efenur ก่อนที่จะเข้าสู่ส่วนที่เป็นการแสดงทุกกระบวนท่าของ Silek แบบไม่มีการออมแรง ซึ่งเสียงสังเคราะห์ของ Jambak และ Wilson จะมีการเพิ่มเติมการจำลองเครื่องกระทบและเสียงสังเคราะห์ไฟฟ้าในย่านต่ำ และเล่นในเชิงตอบสนอง (Dialogue, Call and Response) กับ Efenur ในตลอดส่วนนี้ ก่อนที่จะจบด้วยการเบากระบวนท่าพร้อมกับเข้าสู่ช่วงจบของบทประพันธ์ที่ใช้ทั้งดนตรี Gamelan และเสียงสังเคราะห์จำลองซึ่งเน้นไปที่เสียงกระดิ่งและระฆังมาใช้เพื่อสังเคราะห์ Soundscape สำหรับจบบทประพันธ์
บทประพันธ์นี้แสดงแนวคิดที่ชัดเจนให้เห็น 2 อย่าง คือการแปลความคิดและสิ่งที่รับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัสหนึ่ง ไปอยู่ในอีกประสาทหนึ่ง และการนำศิลปะแบบพื้นบ้านมารวมกับศิลปะสมัยใหม่
Jambak และ Wilson ใช้เทคโนโลยี Motion Capture และ Sound Spatialization ในบทประพันธ์เพื่อเน้นย้ำการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นพื้นฐานของ Minangkabau Silek ในบทประพันธ์ที่ใช้ตาดูและหูฟัง สืบเนื่องมาจากแนวคิดหลักของดนตรีส่วนใหญ่ในงาน BEAST FEaST ที่เป็นดนตรีอะคูสมาติก (Acousmatic Music) ที่เสนอความคิดให้ผู้ฟังฟังเสียงโดยไม่ต้องคิดถึงที่มาของเสียง แต่คิดถึงรูปของเสียง ซึ่งเป็นวิธีคิดที่อยู่ในกรอบเกินไปของนักประพันธ์ชาวยุโรป โดยทุกๆการเคลื่อนไหวของ Efenur นั้นจะถูกแสดงผ่านการเคลื่อนไหวของเสียง (แรงดันอากาศ) ที่แปรรูปตามทุกๆการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการตบกางเกง ตีลังกา ร่ายรำ ซึ่งเป็นการทำลายกรอบความคิดของดนตรีไฟฟ้าจากแนวคิดอะคูสมาติก
Efenur นั้นเป็นนักวิจัยระดับปริญญาเอกที่ศึกษาการประพันธ์ด้วยเสียงของร่างกาย โดยเน้นไปที่เสียงของร่างกายที่เกิดขึ้นในศิลปะการแสดงของชนกลุ่ม Minangkabau ในตอนใต้ของเกาะสุมาตรา ซึ่งเป็นศาสตร์ที่อยู่มานับพันปีโดยมีแนวคิดหลักที่ยึดถือคือความยืดหยุ่นและการปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์ ซึ่งสถานการณ์ที่ Efenur แสดง Minangkabau Silek นั้นอยู่ในสถาบันการศึกษาในเกาะอังกฤษที่รายล้อมตัวของ Efenur ด้วยลำโพงมากกว่า 30 ตัว ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นในป่าในสุมาตรา จาการ์ต้า บอร์เนียว หรือ BEAST นั้น Silek ก็เป็นศาสตร์การต่อสู้ที่สามารถแสดงได้ เพราะแนวคิดหลักของ Silek คือ “Dima bumi dipijak, disitu langit dijunjung” และ “Sakali aia gadang, sakali tapian berubah” ซึ่งกล่าวถึงการปรับตัวต่อผู้คน ธรรมชาติ และโลกที่เคลื่อนไปเรื่อยๆ ซึ่งแสดงผ่านใน PANJAGO ที่แม้ว่า Efenur จะถูกเสียงและแรงดันอากาศที่ไม่ได้อยู่ในการแสดง Silek ชนหน้าและหูตลอดการแสดง Silek ก็ยังเป็นจุดดึงดูดความสนใจของผู้ขมได้เสมอ แม้จะอยู่ในเมืองที่ถือว่าแย่เป็นอันดับต้นๆในอังกฤษ ด้วยอากาศ ที่มักจะเย็นและไม่มีแดดตลอด ผู้คนที่ไม่เป็นมิตร เมืองที่ไม่ปลอดภัย Efenur ก็ยังพร้อมที่จะแสดงกระบวนท่าของ Silek ออกมา
PANJAGO นั้นได้แสดงอีกรอบในงาน BEASTs of Wonderland เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ในงาน Princess Galyani Vadhana International Symposium บนระบบ Woodbox ปรับปรุงใหม่ พร้อมด้วยบทประพันธ์จากคณาจารย์และนักเรียน BEAST และผู้เขียน
ในรายงานนี้ผู้เขียนขอเขียนปิดรายงานด้วยการสะท้อนถึงแนวคิดของทั้ง 3 ศิลปินที่ได้กล่าวถึง ซึ่งล้วนแล้วเป็นแต่ผู้ที่มีแนวคิด เสียง และเอกลักษณ์จากชาติของตัวเอง โดยนำวิธีและแนวคิดของการแสดงผลงานมาจากชาติตะวันตก แต่กระไรนั้นก็ยังไม่ทิ้งตัวตนของชาติตัวเองไป และใช้ตัวตนของตัวเองที่ได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตกนั้น มาเป็นเครื่องมือหากิน และเผยแพร่ชุดแนวคิดที่เป็นการสลัดการพึ่งพาชาติตะวันตกทิ้งไปได้อย่างงดงาม และคนไทยควรเอาเป็นแบบอย่าง